มัณฑะเลย์ Day 2 : เที่ยวเมืองอังวะ ไหว้พระที่สกายน์ ชมพระอาทิตย์ตกดินที่สะพานไม้อูเบ็ง วัดมหากันดายงค์ วัดไม้สักบากะยา

 

วันนี้เหมารถเที่ยวแบบ three citiessight seeing เที่ยวทั้งหมด 3 เมืองคือ เมืองอมรปุระ สกายน์ และอังวะ โดยนัดรถให้มารับที่โรงแรม เวลา 9.00 น. รถคันใหญ่นั่งสบาย คนขับพูดภาษาอังกฤษดีเลยทำหน้าที่เป็นเหมือนไกด์ไปในตัว พอออกจาโรงแรมได้ซักพักก็มีขบวนแห่จากหมู่บ้านต่างๆไปวัดมหามัยมุนี ตรงกับช่วงวันมาฆบูชา ลงลงไปดูขบวนแห่กับเขาด้วย ขบวนยาวพอสมควรกว่าจะหลุดมาได้ ครึ่งชั่วโมง โซเฟอร์เลยพาบอกว่าจะพาไปวัดมหากันดายงค์ก่อน 

วัดมหากันดายงค์ (Maha Gandayon Monastery) วัดแห่งนี้ตั้งอยู่ริมทะเลสาบตองตะมาน ใกล้สะพานไม้อูเบ็ง ห่างจากมัณฑะเลย์มาประมาณ 11 กิโลเมตร ตามโปรแกรมแล้วจะแวะมาสะพานอูเบ็งตอนพระอาทิตย์ใกล้ตกดิน แต่ขาไปแวะวัดนี้ก่อนเนื่องจากใกล้เวลาที่พระเณรกว่า 1500 รูปจะลงมาฉันเพลที่หอฉันท์พอดี วัดมหากันดายงค์เป็นวิทยาลัยสงฆ์ที่ใหญ่ที่สุดของเมียนมาร์ มีภิกษุ สามเณร รวมถึงพระภิกษุจากต่างชาติ มาบวชเรียน ศึกษาทางธรรมด้วย เป็นวัดที่มีศึกษาพระธรรม มีรักษาพระธรรมวินัยอย่างมากที่สุด พระเณรที่เดินออกมาล้วนแต่วัตรปฎิบัติอันงดงาม น่าเลื่อมใส ชาวเมียนมาร์จึงนิยมส่งบุตรหลานมาเล่าเรียนที่นี่เป็นจำนวนมาก แม้ว่าทางวิทยาลัยแห่งนี้จะไม่ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาลมากนัก แต่มีผู้มีจิตศัทธาจองคิวถวายภัตตาหารเพลทุกวัน จนทำให้วิทยาลัยแห่งนี้ยังคงอยู่ได้

เมืองสกายน์ (Sagaing) หลังออกจากวัดมหากัดายงค์ ก็มุ่งหน้าไปที่เมืองสกายน์ จุดแรกที่แวะเป็นจุดชมวิวที่สะพานก่อนเข้ามแม่น้ำเอยาวะดี สิ่งหนึ่งที่เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของที่นี่คือ สะพานเหล็กข้ามแม่น้ำเอยาวะดี 2 สะพานอยู่คู่กัน โดยสะพานอันเดิมนั้นสร้างขึ้นมาในปี ค.ศ. 1934 โดยอังกฤษและเป็นผู้ระเบิดทำลายสะพานนี้เสียเองใน 8 ปีให้หลังเพื่อไม่ให้ญี่ปุ่นใช้ประโยชน์ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ไปฝั่งสกายน์ มองไปฝั่งสกายน์ฮิลล์จะเห็นวัดและเจดีย์เรียงรายอยู่เต็มไปหมด สกายน์จึงเป็นเมืองที่มีความสำคัญทางพุทธศาสนา มีวัดทั้งหมดเกือบ 600 แห่ง มีพระสงฆ์และแม่ชีกว่า 6000 รูป

วัดอูมิน ธอนเซ (U min Thonze Temple) เป็นวัดแรกที่แวะเข้าไปไหว้พระ คนไทยเรียกว่า "วัดสามสิบถ้ำ" เป็นวัดที่ตั้งอยู่บนกลางภูเขาสกายน์ โครงสร้างมีลักษณะพิเศษ เป็นกำแพงรูปครึ่งวงกลม มีทางเข้ากว่า 30 ซุ้มประตู เป็นเอกลักษณ์ของที่นี่เลยก็ว่าได้ ด้านในเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปถึง 45 องค์ จีวรของพระพุทธรูปปิดด้วยทองคำเปลว ด้านหลังเป็นผนังด้วยกระจกสีเขียว ซึ่งขับองค์พระสีทองให้สวยงามยิ่งขึ้น ด้านข้างมีบันไดขึ้นไปชมวิวด้วย

วัดซูน อู พอนยาชิน (Soon U Ponya Shin Temple)
วัดเก่าแก่ตั้งอยู่บนเขาสกายน์ องค์พระเจดีย์ซูน อู พอนยาชิน มีพระบรมสารีริกธาตุปะดิษฐานอยู่ข้างใน ภายในมีพระประทานซึ่งพระพุทธรูปขนาดใหญ่ภายในอาคารประดับด้วยกระจกสีเขียว เดิมทีตัวอาคารไม่มีหลัง ต่อมาได้มีการก่อสร้างหลังคามาครอบองค์พระไว้อีกทีหนึ่ง มีเรื่องเล่าต่อๆกันมาว่า สมัยก่อนเมื่อชาวพม่ามิงมาจากข้างล่างขึ้นมาบนเขา จะมองเห็นเขาลูกนี้เป็นรูปกบ ซึ่งตามความเชื่อของเขาแล้วกบคือสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ จึงมีการสร้างเจดีย์ขึ้นมาบนยอดเขาแห่งนี้

ด้านนอกมีจุดให้ชมวิวสวยๆของเมืองสกายน์ ตามไหล่เขาจะเห็นเจดีย์มากมาย ข้างหลังเป็นแม่น้ำอิรวดี มองไกลๆเห็นเป็นฝั่งเมืองอมรปุระ และมีพระพุทธรูปแบบญี่ปุ่นตั้งอยู่ริมน้ำ คนขับรถเล่าให้ฟังว่าเมื่อครั้งสงครามโลกครั้งที่ 2 มีทหารญี่ปุ่นโดนระเบิดและเสียชีวิตที่นี่ ต่อมาจึงมีการหล่อพระพุทธรูปองค์นี้ขึ้นมา

ปิดท้ายด้วย Thidagu World Buddhist University ศูนย์ทางศาสนา พุทธสถานที่ปรชุมสงฆ์ของโลก 

ช่วงบ่ายล่องเรือข้ามไปเมืองอังวะ ทัวร์อังวะใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง คนขับรถพาไปส่งที่ท่าเรือแล้วรอรับอยู่ที่นั่น ระหว่างข้ามเรือเมื่อมองไปไกลๆจะเห็นมีสัญลักษณ์เป็นสะพานเหล็กข้ามแม่น้ำอิรวดี 2 สะพานอยู่คู่กัน โดยสะพานอังวะอันเดิมนั้นสร้างขึนมาในปี ค.ศ. 1782 โดยวิศวกรชาวอังกฤษ และอังกฤษระเบิดทำลายสะพานนี้เสียเองใน 8 ปีให้หลัง เพื่อไม่ให้ญี่ปุ่นใช้ประโยชน์ในสงครามโลกครั้งที่ 2

การเดินทางไปเมืองอังวะนั้นต้องนั่งรถม้า มีสถานที่ท่องเที่ยวที่รถม้าจะพาไปเที่ยวอยู่ 4 จุดคือ กลุ่มเจดีย์ยาดานาซินเม วัดไม้สักบากะยา หอคอยนานมะยิน และวัดเมห์นู อ๊อกคยัง แต่ก่อนไปชมอังวะขอทานอาหารกลางก่อน มื้อนี้ฝากท้องไว้กับ Small River Restaurant อยู่ใกล้กับที่จอดรถม้า อิ่มท้องแล้วก็ไปเที่ยวต่อกันเลย

เมืองอังวะ หรือชาวเมียนมาร์เรียกว่า อีนวะ (Innwa, Ava)

เป็นเมืองเกาะกลางน้ำที่เกิดจากการขุดคลองรอบเมือง เป็นจุดตัดกันของแม่น้ำอิรวดีกับแม่น้ำมยิแง ในอดีตเป็นราชธานีอันยาวนานและมีความเชื่อมต่อกับประวัติศาสตร์ไทย เมื่อครั้งเสียกรุงครั้งที่ 2 เมื่อราวๆ 250 ปีมาแล้ว เชลยชาวไทยถูกกวาดต้อน เดินทางด้วยเท้ามาที่นี่ โดยใช้เวลาในการเดินทางนานถึงหนึ่งปี เนื่องจากคนไทยนั้นได้ชื่อในเรื่องช่างฝีมือ จึงอยากได้ฝีมือของช่างไทยมาสร้างบ้านสร้างเมือง เชลยไทยที่ที่ถูกกวาดต้อนมาในครั้งนั้น ถูกจัดให้พักอยู่รอบนอกของมัณฑะเลย์ ซึงก็คืออยู่เมืองอมรปุระนั่นเอง คนพม่าเรียกคนไทยว่า “โยเดีย” มาจากคำว่า "โย-เธีย-ยะ" หรือ อโยธยา โดยมีการตัด "อ" ทิ้งไป เพราะอโยธยานั้นหมายถึงเมืองผู้ไม่แพ้ ชาวอังวะเชื่อว่าต้นตระกูลของพวกเขาเป็นชาวสยาม


กลุ่มเจดีย์ยาดานา ซินเม (Yadana Hsemee Pagoda Complex)

จุดแรกที่รถม้าจอดให้ลงไปเยี่ยมชม เป็นวัดเก่าที่เหลือแต่ซาก ศิลปะงดงามอ่อนช้อย คล้ายกับวัดในสมัยอยุธยา ตรงกลางลานวัดมีเจดีย์รูประฆังคว่ำ ชื่อยาดานาคล้ายกับชื่อสะพานอันเก่าที่คู่ขนานไปกับสะพานอังวะ มาวัดแห่งนี้แล้วได้กลิ่นไอของอยุธยา มองไปรอบจะเห็นแต่ทุ่งนา ไม่น่าเชื่อว่าที่แห่งนี้เคยเป็นราชธาณีที่เคยเจริญรุ่งมาก่อน อดสะท้อนใจไม่ได้ว่า เขามาตีเมืองเรา กวาดต้อนผู้คน ขนข้าวของมีค่าไป แต่สุดท้ายก็เป็นแบบนี้ ในฐานะที่เป็นเชลย คนที่เดินเท้าจากอยุธยามาถึงที่นี่คงลำบากมากสินะ ^^'

วัดไม้สักบากะยา (Bakaya Monastery)

สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2377 ในสมัยพระเจ้าาพะคยีดอว์ คนไทยเราเรียกว่าพระเจ้าจักกายแมง เป็นวัดไม้สักเก่าแก่ ภายในวัดมีเสาไม้รองรับน้ำหนักอยู่ถึง 267 ต้น เสาที่สูงที่สุดมีขนาด 9 ฟุตโอบ สูง 60 ฟุต ทั้งตัวอาคารแกะสลักด้วยไม้สักทั้งหลัง เป็นศิลปะสมัยต้นๆ ของเมืองอังวะ มีงานไม้จำหลัก ลวดลายละเอียด ปราณีต ฝีมืองดงามมาก ไม่ว่าจะเป็น ซุ้มประตู หน้าต่างและผนัง ซึ่งถ้าสังเกตุดีๆ จะเห็นลวดลายต่างๆ เป็นศิลปะแบบอโยธยาที่คนไทยคุ้นตา มี “ครุฑยุดนาค” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์พญาครุฆของอโยธยาด้วย เนื่องจากช่างชาวสยามเป็นผู้สร้างอาคารแห่งนี้ (ภาพข้างบนเป็นภาพจากอินเตอร์เน็ต เนื่องจากว่าข้างในมืด ถ่ายรูปยากมาก)

หอคอยนานมะยิน (Nan Myint) หรือหอเอนอังวะ สร้างขึ้นในปี 1822 มีความสูงเกือบ 30 เมตร เคยเป็นส่วนหนึ่งของพระราชวัง (คล้ายกับที่มัณฑะเลย์) แม้ว่าจะไปหลงเหลือราชวังแล้ว แต่หอคอยนี้ยังคงหลงเหลืออยู่ในสภาพที่สุดโทรมและเอนเอียงจาดแผ่นดินไหว ตอนที่ไปไม่เปิดให้นักท่องเที่ยวขึ้นไปชมข้างบนเนื่องจากเกรงว่าจะเป็นอันตราย (ไม่ได้เอาภาพมาลงนะคะ หากท่านใดสนใจจะเอาไปลงให้ในเพจ)

วัดเมห์นู อ๊อกคยัง (Mae Nu Oak Kaung Temple) หรือ วัดมหาอ่องมเหย่ป่งสั่น (Maha Aung Mye Bon Zan Monastery)

วัดแห่งนี้จะมีความแตกต่างจากวัดอื่นซึ่งสร้างด้วยไม้ แต่ว่าวัดแห่งนี้สร้างจากอิฐและปูน ผู้ที่สร้างวัดนี้ก็คือพระนางเมห์นู มเหสีของพระเจ้าบาจีดอว์ (พระเจ้าจักกายแมง คนที่สร้างวัดสีขาวๆที่มิงกุน) คำว่า "เมห์นู" จึงมาจากชื่อของพระนาง ส่วนคำว่า อ๊อกคยัง หมายถึงวัดที่สร้างขึ้นมาจากปูน คนสมัยนั้นไม่นั้นไม่ค่อยมีใครชอบนางนัก เพราะว่านางมีชาติกำเนิดเป็นสามัญชน เป็นเพียงแม่ค้าในตลาด พระเจ้าจักกายแมงเสด็จไปเจอแล้วตกหลุมรัก และทรงแต่งตั้งให้เป็นมเหสี แล้วนางก็มาแรงจนเขี่ยอัครมเหสีไปได้ พระนางเมห์นูเป็นคนที่มีบทบาททางการเมืองอย่างมากในสมัยนั้น เป็นคนที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของกษัตริย์ จนเป็นต้นเหตุให้พม่าเสียเมืองหลายเมืองให้กับอังกฤษ ตอนปลายรัชกาลเพราะพระเจ้าจักกายแมงเกิดสติวิปลาศ พระนางก็รวบอำนาจไว้เสร็จสรรพ ท้ายที่สุดพระนางก็ถูกประหารชีวิต มีเรื่องเมาท์กันว่าพระนางสร้างวัดนี้ให้กับเจ้าอาวาสที่เคยเป็นคนรักเก่าของพระนาง (พระนางเมห์นูเป็นเป็นยายของพระนางศุภยลัต ถ้าเทียบกับตัวละครในเพลิงพระนาง คือเป็นแม่ของอั้มนั่นเอง)

สะพานไม้อูเบ็ง (U Bein Bridge) ไฮไลท์ของการท่องเที่ยวมัณฑะเลย์ แนะนำให้ไปตอนพระอาทิตย์ตกดิน ถ่ายรูปมุมไหนก็สวย มีความโรแมนติกมากๆ หรือไม่ก็ตอนเช้าก่อนพระอาทิตย์ขึ้น สะพานไม้อูเบ็งอยู่ที่เมืองอมรปุระ ทางตอนใต้ของมัณฑะเลย์ ห่างออกไปประมาณ 30 กิโลเมตร ตั้งชื่อตามขุนนางที่มาคุมการก่อสร้างสะพานแห่งนี้ เมืองอมรปุระ สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1782 เพื่อข้ามไปอีกฝั่งของทะเลสาบตองตะมาน มีความยาว 1.2 กิโลเมตร เป็นสะพานไม้สักที่ยาวที่สุดในโลก มีเสากว่า 1700 ต้น ถ้าข้ามไปอีกฝั่ง ระหว่างทางเดินก็จะเห็นวิถีชีวิตของชาวเมียนมาร์ ชาวบ้านจะปลูกผักกันรอบๆทะเลสาบ

เที่ยวกันมาทั้งวัน ได้มานั่งหย่อนขาบนสะพาน แล้วรู้สึกผ่อนคลายมากเลย ใครอยากเช่าเรือออกไปถ่าย จิบเครื่องดื่มเย็นๆ แกล้มพระอาทิตย์ตกดินก็ไม่เลวนะ ไปแล้วไม่อยากกลับ นักท่องเที่ยวเยอะมาก ต้องรีบเผ่นก่อนคนอื่น ขากลับรถติดแน่ๆ