หลายคนอาจเข้าใจผิดว่า ชะพลู กับ ใบพลู คืออันเดียวกัน แต่จริงๆ แล้วทั้งสองอย่างนี้คือคนละอย่างกัน โดยใบพลูนั้นใช้เคี้ยวกับหมาก ส่วนชะพลูนั้นนำมาประกอบอาหาร ใบพลูนั้นจะนิยมนำมาใช้กินคู่กับหมาก และจะไม่กลืนกินเด็ดขาด เนื่องจากใบพลูนั้นมีพิษบางอย่างที่ทำให้เรารู้สึกเผ็ดมากเกินไป ส่วนชะพลูนั้นสามารถนำมาประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู และชะพลูยังมีประโยชน์มากมายต่อร่างกายของเราอีกด้วย ชะพลูมีคุณประโยชน์ทั้ง ใบ ลำต้น ดอก และราก แต่ส่วนที่เรานิยมนำรับประทานกันมากก็คือส่วนใบ เมนูอาหารจากใบชะพลู กินกับเมี่ยง เช่น เมี่ยงปลาทู ห่อเมี่ยงแทนใบทองหลาง หมูห่อใบชะพลู แกงหอยขม หรือ แกงคั่วกะทิ เป็นต้น

ชะพลู มีชื่อสามัญว่า Samentosum หรือ Wildbetal leafbush ชื่อวิทยาศาสตร์ Piper sarmentosum Roxb. จัดอยู่ในวงศ์ Piperaceae ซึ่งเป็นพืชวงศ์เดียวกันกับพริกไทยและดีปลี พบได้ทั่วทุกจังหวัดของไทย ซึ่งจะมีชื่อเรียกแตกต่างกันออกไปในแต่ละท้องถิ่น ที่ภาคอีสาน เรียกว่า ผักอีเลิศ ภาคเหนือ เรียกว่า ผักพลูนก, พลูลิง ทางแม่ฮ่องสอน เรียกว่า เย่เท้ย ทางภาคใต้เรียกว่า นมวา

ลักษณะของชะพลู
ชะพลูเป็นพืชล้มลุก ที่ชอบขึ้นตามที่ลุ่มต่ำ หรือที่ชื้นแฉะข้างลำธารในป่าดิบแล้ง ชอบแดดแบบรำไร ปัจจุบันมีการนำมาปลูกตามบริเวณรอบบ้าน พบได้ในทุกจังหวัดของประเทศไทย วิธีการนำไปปลูกนั้นง่ายมาก ให้สังเกตุต้นที่เลื้อยไหลไปตามพื้นดิน เกิดรากแล้วแทงเป็นลำต้นขึ้นมา ถ้าขุดเอาต้นที่มีดินขึ้นมาด้วยจะเจริญเติบโตไวมาก ลักษณะใบมีสีเขียวสด เป็นมัน เพราะด้านหลังของใบชะพลูนั้นจะเคลือบด้วยสารคิวติน อยู่บนชั้นผิวเพื่อลดการคลายน้ำ แผ่นใบจะนุ่ม ฐานใบกว้าง ปลายแหลมคล้ายรูปหัวใจ เห็นเส้นใบชัดเจน ใบมีกลิ่นฉุนและรสชาติเผ็ดเล็กน้อย เวลาตัดให้เลือกตัดตรงกิ่งที่เริ่มออกดอก แล้วให้ตัดเหนือข้อ ข้อต้นไว้ 2 ข้อ ประมาณ 1 อาทิตย์ จะแตกออกมาใหม่ รอเวลาแค่เพียงหนึ่งเดือนก็ตัดไปขายได้

ประโยชน์ของชะพลู
1. ช่วยบำรุงธาตุ บำรุงโลหิต
2. ช่วยบำรุงกระดูกและฟัน ซึ่งจะป้องกันการเกิดโรคกระดูกพรุน เนื่องจากในใบชะพลูนั้นมีแคลเซี่ยมมาก
3. ช่วยขับลม แก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อ แก้อาการจุกเสียด
4. ช่วยในการขับเสมหะ
5. ช่วยยับยั้งและการขยายตัวของเซลล์มะเร็ง
6. ช่วยในการขับถ่ายได้ดีขึ้น ลดอาการท้องผูก เนื่องจากในใบชะพลูนั้นมีเส้นใยกากอาหารอยู่มาก
7. ช่วยทำให้เจริญอาหาร เนื่องจากในใบชะพลูมีสารไพเพอรีน (Piperine) เป็นองค์ประกอบ เป็นแอลคาลอยด์ชนิดเดียวกับที่พบในพริกไทย ที่มีสรรพคุณเผ็ดร้อน ไปออกฤทธิ์กระตุ้นต่อมรับรส ทำให้ให้กระเพาะอาหารหลั่งน้ำย่อยออกมา
8. ช่วยบำรุงรักษาสายตา แก้โรคตาฟาง และช่วยในการมองเห็นในตอนกลางคืนได้ชัดเจน ในใบชะพลูมีสารอาหารที่สำคัญอย่างเบต้าแคโรทีนสูงมาก เมื่อทานเข้าจะถูกร่างกายเปลี่ยนให้เป็นวิตามินเอ
9. ช่วยในการขับเหงื่อ
10. ดอกชะพลูช่วยในเรื่องของการย่อยอาหาร
11. ผลของชะพลูมีสรรพคุณทางยา นำไปผสมเป็นยารักษาโรคหอบหืด และโรคบิด
12. รากใบชะพลูช่วยบำรุงธาตุและบำรุงโลหิตในสตรีได้อีกด้วย โดยวิธีรับประทานนั้นก็ง่ายๆ เพียงแค่นำรากของใบชะพลูประมาณ 1 กำมือ จากนั้นก็นำไปต้มด้วยน้ำ 2 ถ้วย แล้วทำการเคี่ยวไปเรื่อยๆ จนกว่าน้ำที่ใส่ลงไปนั้นจะเหลือประมาณค่อนแก้ว หรือน้ำที่หายไปนั้นประมาณ 1 ถ้วยกว่าๆ จากนั้นก็สามารถนำมาค่อยๆจิบดื่มหลังอาหารเช้า กลางวัน เย็น ได้เลย

ข้อแนะนำในการรับประทานใบชะพลู
• เนื่องจากชะพลูมีแคลเซียมออกซาเลต (Oxalate) สูง หากเรารับประทานใบชะพลูมากเกินไป ติดต่อกันเป็นเวลานานๆ ส่งผลทำให้เกิดการสะสมแคลเซียมออกซาเลตมากเกินไป ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคนิ่ว หรือทำให้เกิดอาการปัสสาวะติดขัดได้ ดังนั้นจึงควรรับประทานแต่พอดี หรืออาจจะรับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูง อย่างเช่นเนื้อสัตว์ต่างๆ เพื่อช่วยในการนำแคลเซี่ยมไปใช้ให้ได้ประโยชน์สูงสุด และช่วยป้องกันไม่ให้เกิดเป็นโรคนิ่ว
• อย่างที่กล่าวไว้ในตอนต้นว่าร่างกายของเราสามารถสร้างวิตามินเอขึ้นมาจากสารอาหารในใบชะพลู การรับประทานใบชะพลูคู่กับเนื้อสัตว์จะช่วยให้ได้ประโยชน์มากยิ่งขึ้น เนื่องจากร่างกายต้องการไขมันมาช่วยในการดูดซึม ลำเลียงวิตามินเอไปใช้
• ควรดื่มน้ำตามมากๆ หลังจากที่รับประทานใบชะพลูเข้าไป เพื่อที่ร่างกายของเราจะได้ขับออกซาเลตมากกับปัสสาวะ