"World’s 50 Best Restaurants 2017” ร้านอาหารดีที่สุดในโลก 50 อันดับ 

นิตยสารเรสเตอร์รอง ได้มีการจัดอันดับ เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยปีนี้ประเทศออสเตเลียเป็นเจ้าภาพ มีร้านอาหารในกรุงเทพติดอันดับ 1 ใน 10 และได้รับรางวัล ร้านอาหารที่ดีที่สุดในเอเชีย 3 ปีติดต่อกัน อันดับ 1 – 10 แต่ละร้านมีซิกเนเจอร์ดิช หรือว่ามีจุดเด่นอะไรบ้าง มีใครบ้างที่ได้รับรางวัลนี้

ร้านอาหารดีที่สุดในโลก 50 อันดับ ปี 2017

1. Eleven Madison Park (นิวยอร์กซิตี้) ร้านมิชลินสตาร์ระดับ 3 ดาวที่นอกจากจะเป็น ร้านอาหารที่ดีสุดในโลกแล้ว ยังได้รับการยกย่องให้เป็นร้านอาหารที่ดีที่สุดอเมริกาเหนือ เจ้าของคือเชฟ Daniel Humm ซึ่งเป็นหุ้นส่วนร่วมกันกับ Will Guidara เชฟแดเนียลเริ่มหัดทำอาหารตั้งแต่อายุ 14 ปี จนได้เป็นเชฟมิชลินสตาร์ ในขณะที่มีอายุเพียงแค่ 24 ปีเท่านั้น เมนูที่เป็นซิกเนเจอร์ของเขาก็คือ เป็ดอบน้ำผึ้ง ลาเวนเดอร์ และเมนูโปรดของลูกค้าหลายท่านคือ Caviar Eggs Benedict ที่เสิร์ฟคู่กับ Petite English muffins หากใครต้องการประสบการณ์ที่พิเศษสุดจาก Eleven Madison Park ต้องจองล่วงหน้าอย่างน้อยหนึ่งเดือน ราคาโดยเฉลี่ยคอร์สละประมาณ $295

2. Osteria Francescana (โมเดนา, อิตาลี) ถึงแม้ว่าปีนี้หล่นมาอยู่อันดับ 2 แต่ร้านนี้ยังพ่วงรางวัลร้านอาหารที่ดีที่สุดในยุโรป เจ้าของร้านคือเชฟมาสซิโม บอตตูรา เชฟอิตาเลียนหัวขบถ ผู้เคยถูกตราหน้าว่าเป็นคนทรยศแห่งเมืองโมเดนา เนื่องอาหารที่ชาวโมดาน่าภาคภูมิใจนั้นต้องจัดแต่งใส่จานตามวัฒนธรรมดั้งเดิม เมื่อแรกเริ่มที่เขาก่อตั้งร้านนี้ขึ้นมาชาวเมืองหัวโบราณรับไม่ได้กับความเป็นศิลปินของเขา จึงรวมตัวการต่อต้าน แต่ในที่สุดเขากันฟันฝ่ามันไปได้ หากใครสนใจเกี่ยวกับเรื่องราวของเชฟ Massimo Bottura ก็ติดตามชมได้ใน Chef’s Table ราคาโดยเฉลี่ยคอร์สละประมาณ €220-€250

3. El Celler de Can Roca (เจโรนา, สเปน) เป็นร้านอาหารที่เคยติดอันดับหนึ่งถึง 2 ครั้ง ร้านนี้ตั้งอยู่ใจกลางเมืองเจโรนา ทางตอนเหนือของสเปน เจ้าของก็คือพี่น้องสามคนจากตระกูล Roca ซึ่งมีความชำนาญกันคนละด้านจึงนำเทคนิคต่างๆมาผสมผสานกัน ทำให้อาหารที่ออกมาแต่ละจานนั้นพิเศษ และมีสไตล์ที่ไม่เหมือนใคร ราคาโดยเฉลี่ยประมาณ €165 - €195 (เมื่อปี 2015)

4. Mirazur (ม็องตง, ฝรั่งเศส) ร้านมิชลินสตาร์ระดับ 2 ดาว แค่ทำเลก็กินขาดแล้วเพราะตั้งอยู่บนชายฝั่งริเวียร่า ดินแดนที่ชาวยุโรปขนานนามว่าเป็นไข่มุกแห่งฝรั่งเศส อาหารเป็นสไตล์เมดิเตอร์เรเนียน ที่วัตถุดิบเปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาล เจ้าของคือเชฟ Mauro Colagreco ชาวอาร์เจนติน่า-อิตาเลียน ที่ได้รับบันดาลใจมาจากภูมิลำเนาเดิม มาสร้างสรรเมนูอาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งวัตถุดิบจะเปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาล ราคาโดยเฉลี่ยคอร์สละประมาณ €110 - €210
5. Central (ลิมา, ประเทศเปรู) และครองรางวัลร้านอาหารที่สุดในละตินอเมริกา 3 ปีติดต่อกัน อาหารเปรูแบบสมัยใหม่โดยเชฟ Virgilio Martínez เมนูตั้งแต่ 17 คอร์สขึ้นไป รสชาติอาหารแตกต่างกันไปจากวัตถุดิบในเทือกเขาแอนดีส ท้องทะเล และป่าอะเมซอน เมนูแนะนำของทางร้านคือ River Cotton และเชฟมาร์ตีเนซยังเป็นอีกหนึ่งในเชฟที่โดดเด่นในซีรีส์ Chef’s Table ของ Netflix อีกด้วย ราคาโดยเฉลี่ยประมาณ S/.348 – 428 ต่อคน

6. Asador Etxebarri (Axpe, สเปน) อาหารสเปนประเภทบาร์บีคิวที่ย่างจากไม้หลายประเภท ด้วยเทคนิคพิเศษของเชฟวิคเตอร์ ที่เชี่ยวชาญด้านการกิลล์ ถึงขนาดออกแบบและสร้างห้องครัวรวมถึงเตาย่างด้วยตัวเอง อาหารจาก grill house แห่งนี้ทุกอย่างต้องผ่านการย่าง ไม่เว้นแม้กระทั่งของหวานที่มีกลิ่นอายของไฟ เสิร์ฟตั้งแต่อาหารแบบธรรมดาๆแต่รสชาติไม่ธรรมดาอย่าง โชริโซ่โฮมเมด ปลาแอนโชวี่เสิร์ฟมาบนขนมปัง ไปจนถึง Crunchy corn and sea urchin เมนูหอยเม่นที่โดดเด่นที่สุดของทางร้าน นอกจากนี้แล้วทางร้านยังมีโต๊ะอาหารแบบญี่ปุ่นไว้รองรับลูกค้าชาวญี่ปุ่นโดยเฉพาะอีกด้วยนะ

7. Gaggan (Bangkok) ร้านอาหารที่ดีที่สุดในเอเชีย 3 ปีติดต่อกัน เป็นร้านอาหารอินเดียล้ำสมัย ผสมผสานกับอาหารอิตาเลี่ยนและสเปน โดย Gaggan Anand เชพคนดังได้นำเทคนิคใหม่ๆมาทำให้อาหารอินเดียแบบพื้นบ้านธรรมดาเปลี่ยนโฉมไปเลย เมนูที่เป็น signature ของร้านคือ Yoghurt Explosion ใช้เทคนิค Spherification ทำให้ด้านนอกโยเกิร์ต จับตัวเป็นเจลบางๆ ห่อหุ้มโยเกิร์ตเหลวไว้ด้านใน พอเข้าปากก็แตกโพละ ได้รสซอสโยเกิร์ตผสมเครื่องเทศอินเดีย (raita) ถือว่าเป็นเครื่องหมายทางการค้าของ Gaggan เมนูนี้ได้รับอิทธิพลมาจากตอนที่เขาไปฝึกงานกับเชฟ Ferran Adria เจ้าพ่อแห่งการทำอาหารในระดับโมเลกุลที่เรียกว่า Molecular Gastronomy แล้วเขาก็เกิดไอเดียว่า อาหารอินเดียก็น่าจะนำมาใส่ในช้อนได้ แล้วเมนูนี้ก็โด่งดังไปทั่วโลก

ด้วยการใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาใช้ในการอาหาร ทำให้ห้องครัวของ Gaggan นั้นเปรียบเสมือนกับห้อง Lab หากใครต้องการความตื่นเต้น และประสบการณ์อันแปลกใหม่ก็ต้องรีบแวะไปชิม เห็นข้อมูลในเวป theworlds50best บอกว่า Gaggan มีแพลนว่าจะปิดร้านนี้ในปี 2020 แล้วไปเปิดร้านอาหารเล็กๆ ที่เมืองฟูกุโอกะประเทศญี่ปุ่น ถ้าเป็นความจริงก็น่าเสียดาย The Gaggan Experience ราคาอยู่ที่ประมาณ 5,000++ บาทต่อคน 

8. Maido (Lima) รสชาติอาหารที่ผสมผสานกันระหว่างญี่ปุ่นกับเปรู โดยเชฟ Mitsuharu 'Micha' Tsumura ลูกครึ่งเปรู-ญี่ปุ่น หลังจากเรียนจบการทำอาหารจากอเมริกาแล้วเขาก็กลับไปประเทศญี่ปุ่น เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมของตัวเอง และมรดกการทำอาหารที่สืบทอดกันมาของคนญี่ปุ่น โดยเริ่มจากงานล้างจานอยู่หลายเดือน เขาได้เรียนรู้วิธีการใช้มีดจนชำนาญ การหุงข้าวแบบคนญี่ปุ่น ไปจนถึงการทำซูชิ เขาได้ทำงานที่โรงแรมเชอราตัน หลังจากนั้นก็มาเปิดร้านอาหารที่ลิมาร่วมกับพ่อของเขา

9. Mugaritz (เออร์เรนเตเรีย, สเปน) ร้านอาหารที่เปิดมานานถึง 19 ปี เป็นร้านมิชลินสตาร์ระดับ 2 ดาว ที่อยู่ภายใต้การบริหารจัดการของเชฟ Andoni Luis Aduriz อาหารสเปนสไตล์ Techno-Emotional Cuisine เมนูตั้งแต่ 24 คอร์สขึ้นไปวัตถุดิบจะเปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาล ราคาอยู่ที่ประมาณ €204++ ต่อคน

10. Steirereck (เวียนนา, ออสเตรีย) ปีนี้หล่นมาอยู่อันดับ 10 แต่ก็เป็นร้านระดับ 2 ดาว ที่คู่มือ Fallstaff ยกย่องว่าเป็นร้าน อาหารเวียนนาที่ดีที่สุดของออสเตรีย โดยเชฟ Heinz Reitbauer ซึ่งมีฟาร์มผลิตวัตถุดิบของตัวเอง เมนูที่ signature ที่ทำโชว์บนโต๊ะลูกค้าเลยก็คือ ชาร์ ปลาจากภูเขานำมาทำให้สุกด้วยบีแวกซ์ร้อนๆ พอปลาสุกดีแล้วก็จแกะเอาบีแวกซ์ออก แล้วนำไปตกแต่งจานในครัว เสิร์ฟแบบสวยงามกับ เจลลี่แครอทสีเหลืองในน้ำแอปเปิ้ล+บีแวกซ์ หน้าตาคล้ายกับราวิโอลิ ข้างในเป็นซอสรสอมเปรี้ยวแบบสดชื่นๆ ท็อปด้วยคาเวียร์ที่ทำมาจากไข่ของปลาชาร์

11. Blue Hill at Stone Barns (Pocantico Hills, นิวยอร์ก) เป็นร้านที่มาแรงในปีนี้ หากใครได้ดูรายการ Tof Chef Thailand ก็อาจจะคุ้นกับชื่อของร้านนี้ เพราะมีผู้เข้าแข่งขันท่านหนึ่งทำงานเป็น รองหัวหน้าเชฟ หรือ Sous-Chef อยู่ที่ Blue Hill at Stone Barns ส่วนอันดับที่ 12 -50 มีร้านอาหารไทยอยู่ในนั้นด้วย มีร้านอะไรบ้าง เราไปดูกันต่อเลย

12. L’Arpège (ปารีส)
13. Alain Ducasse au Plaza Athénée (ปารีส)
14. Restaurant Andre (สิงคโปร์)
15. Piazza Duomo (อัลบา, อิตาลี)
16. D.O.M. (เซาเปาโล, บราซิล)
17. Le Bernardin (นิวยอร์กซิตี้)
18. Narisawa (โตเกียว)
19. Geranium (โคเปนเฮเกน, เดนมาร์ก)
20. Pujol (เม็กซิโกซิตี้)
21. Alinea (ชิคาโก)
22. Quintonil (เม็กซิโกซิตี้)
23. White Rabbit (มอสโคว์, รัสเซีย)
24. Amber (ฮ่องกง)
25. Tickets (บาร์เซโลนา, สเปน)
26. The Clove Club (ลอนดอน)
27. The Ledbury (ลอนดอน)

28. Nahm (กรุงเทพมหานคร)
ร้านอาหารดีที่สุดในโลก อันดับที่ 28 คือห้องอาหาร “น้ำ” โดยเชฟ เดวิด ทอมป์สัน ผู้หลงไหลในรสชาติอาหารไทย ได้นำอาหารรสชาติแบบไทยๆ หลากหลายเมนู รวมถึงอาหารแนว street food มาประยุกต์จนกลายเป็นแบบ “fine dining” จะอร่อยขนาดไหนต้องแวะไปชิม ห้องอาหารน้ำ ตั้งอยู่ในโรงแรมเมโทรโพลิแทน ถนนสาทรใต้ กรุงเทพมหานคร ภาพซ้ายมือข้างบนคือ ม้าห้อ เมนูเรียกน้ำย่อยชื่อดัง

29. Le Calandre (Rubano, อิตาลี)
30. Arzak (ซาน เซบาสเตียน, สเปน)
31. Alléno Paris au Pavillon Ledoyen (ปารีส)
32. Attica (เมลเบิร์น, ออสเตรเลีย)
33. Astrid y Gastón (ลิมา, ประเทศเปรู)
34. De Librije (Zwolle, เนเธอร์แลนด์)
35. Septime (ปารีส)
36. Dinner by Heston Blumenthal (ลอนดอน)
37. Saison (ซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย)
38. Azurmendi (Larrabetzu, สเปน)
39. Relae (โคเปนเฮเกน, เดนมาร์ก)
40. Cosme (นิวยอร์กซิตี้)
41. Ultraviolet by Paul Pairet (เซี่ยงไฮ้)
42. Boragó (ซันติอาโก, ชิลี)
43. Reale (Castel Di Sangro, อิตาลี)
44. Brae (Birregurra, ออสเตรเลีย)
45. Den (โตกียว, ญี่ปุ่น)
46. L’Astrance (ปารีส, ฝรั่งเศส)
47. Vendôme (โคโลญ, เยอรมนี)
48. Restaurant Tim Raue (เบอร์ลิน, เยอรมนี)
49. Tegui (บัวโนสไอเรส, อาร์เจนติน่า)
50. Hof Van Cleve (Kruishoutem, เบลเยี่ยม)

ที่มา : นิตยสาร เรสเตอร์รอง แมกกาซีน เวบไซต์ theworlds50best.com