ประวัติส้มตำ ที่มาของอาหารรสจัดจ้าน แซ่บนัว

หากพูดถึงอาหารไทยที่มีรสชาติจัดจ้านถึงใจ นอกจากจะนึกถึงต้มยำแล้ว เชื่อว่าส้มตำก็เป็นชื่อที่คนนึกถึงเป็นอันดับต้นๆเช่นกัน ส้มตำเป็นเมนูอาหารที่หลายคนโปรดปราน โดยเฉพาะทางภาคอีสานที่กินได้ทุกวัน ซึ่งจัดว่าเป็นเมนูอาหารประจำภาคอีสานของเราเลยก็ว่าได้ รสชาติของส้มตำนั้นมีเอกลักษณ์ก็คือความแซ่บ เผ็ด ร้อน จนบางครั้งอาจถึงขั้นน้ำตาไหลกันเลยก็ได้ และนั่นคือเสน่ห์ที่ทำให้หลายคนติดใจส้มตำกันมาแล้ว นอกจากนี้ส้มตำยังเป็นเมนูที่เหมาะกับคนลดน้ำหนักอีกด้วย ส้มตำจึงเป็นเมนูโปรดของใครหลายคน แถมยังมีประโยชน์มากมาย แต่เคยสงสัยหรือไม่ว่า ประวัติส้มตำ อาหารรสแซ่บจัดจ้านนั้นมีที่มาอย่างไร แล้วทำไมถึงเรียกส้มตำทั้งที่วัตถุดิบไม่มีส้มเลยแม้แต่น้อย? ใครจะรู้บ้างว่า ส้มตำ หรือตำบักหุ่งที่ทั้งแซ่บทั้งนัวนั้นเป็นของนอก

ที่มาของชื่อ “ส้มตำ”

คำว่า "ส้มตำ" นั้นเกิดจากคำสองคำที่นำมาผสมกันได้แก่คำว่า "ส้ม" ซึ่งเป็นภาษาท้องถิ่นของภาคอีสานที่มีความหมายว่า รสชาติเปรี้ยว และคำว่า "ตำ" นั้นก็คือการใช้อุปกรณ์เครื่องครัวชนิดหนึ่งหรือก็คือ สาก โดยเราจะใช้สากโขลกลงไปเพื่อให้วัตถุดิบทั้งหมดเข้ากัน และเมื่อนำทั้งสองคำนี้มารวมกันก็จะหมายความว่า อาหารรสเปรี้ยวที่เกิดจากการโขลกหรือตำนั่นเอง อย่างไรก็ตามตำส้มของคนอีสานนั้นมีความหมายกว้างๆ คนทางภาคอีสานเรียกส้มตำว่า ตำบักหุ่ง หรือตำหมากหุ่ง หมากหุ่งก็คือมะละกอในภาษาอีสาน แล้วเรียกตำแตงกวาว่า "ตำหมากแตง" ตำถั่วก็คือตำถั่วฝักยาว วิธีทำก็ทำคล้ายๆ กับส้มตำแต่ใส่ถั่วฝักยาวกันแทนมะละกอตำละเอียดว่า ใส่ส้มสองอย่างคือมะนาวและมะขามเปียก แล้วใส่ปลาร้า บางคนก็ใส่มะกอก กินกับข้าวเหนียว ปลาปิ้งและผักดอง เข้ากันโครตๆ โอ๊ย !! น้ำลายไหล 55+ 

  

อย่างรูปข้างบนนั้นมีชื่อเรียกว่าส้มตำปูปลาร้า หรือตำลาว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นของประเทศลาวหรอกนะ เป็นของไทยเรานี่แหละแต่เป็นอีกสูตรหนึ่งที่มีการใส่ปูดอง ปลาร้า มะเขือ และมะกอกลงไปด้วย



ส่วนประกอบหรือวัตถุดิบที่นำมาใช้ในการทำส้มตำก็คือ มะละกอ, พริก, มะนาว, มะเขือเทศ, กระเทียม น้ำปลาดีและน้ำตาลปี๊ป ซึ่งหากมีเพียงแค่นี้ก็สามารถนำมาตำส้มได้อร่อยเหาะแล้ว ส่วนจะใส่ปลาร้า ปูเค็ม ถั่วฝักยาวหรือโรยด้วยถั่วลิสงนั้นก็แล้วแต่ความชอบของแต่ละคน จะเอาเปรี้ยว เผ็ด หวานแค่ไหนก็ปรุงรสกันตามใจชอบเลย แต่เราจะมาพูดถึงวัตถุดิบหลักๆ ที่มีการบันทึกกันไว้อย่างชัดเจน 2 อย่าง ซึ่งนั่นก็คือมะละกอกับพริก

มะละกอ เป็นพืชที่เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาไกลเพราะมีถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปอเมริกากลาง ในยุคกรุงศรีอยุธยาตอนต้นก่อนสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้มีชาวสเปนและชาวโปรตุเกตนำเอามะละกอเข้ามาปลูกในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของบ้านเรา ท่านทูตนีโกลา แฌร์แวซ และซีมง เดอ ลา ลูแบร์ ราชทูตฝรั่งเศสในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ. 2185-2272) ได้เขียนบันทึกไว้ว่าได้รู้จักกับมะละกอซึ่งกลายเป็นพืชพื้นเมืองของสยาม แต่ในตอนนั้นเรียกว่าผรั่งก็เรียกว่า Melon (แตงไทย)

นอกจากนั้นแล้วในปี พ.ศ. 2475-2479 รัฐบาลไทยสนับสนุนคนไทยให้มีการเพาะปลูกมะละกอ เพื่อเอายางส่งไปขายต่างประเทศ โดยนำไปผลิตเป็นหมากฝรั่ง มีการเพาะปลูกมะละกอเรียงรายไปตามถนนมิตรภาพ และเคยมีศูนย์คัดแยกพันธ์มะละกออยู่ที่ตำบลทับกวาง อําเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี ส่วนประเทศเพื่อนบ้านอย่างศรีลังกาในสมัยนั้น มียอดการส่งออกยางมะละกอไปที่สหรัฐอเมริกามากกว่าปีละ 300,000 บาทเลยทีเดียว 

นอกจากนั้นยังไม่มีวัตถุดิบอีกอย่างที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ "พริก" โดยที่พริกนั้นได้เข้ามาในประเทศไทยของเราก็เมื่อตอนที่ชาวชาวฮอลันดาได้นำพริกเข้ามาปลูกในประเทศไทย ซึ่งพริกนั้นเป็นวัตถุดิบหลักอีกอย่างที่ทำให้รสชาติของส้มตำนั้นมีความจัดจ้าน เผ็ดร้อน แซ่บถึงใจ



หากจะเจาะลึกถึงความเป็นมาส้มตำ ว่ามีมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ใครเป็นนำมะละกอมาขูดเป็นเส้นๆ แล้วตำรวมกับเครื่องปรุงอื่น ก็เป็นเรื่องยากเพราะไม่มีหลักฐานการบันทึกไว้ ในสมัยรัชกาลที่ 5 ตำราอาหารไทยที่เก่าแก่อย่าง “ตำราอาหารแม่ครัวหัวป่าก์” ของท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์ ถูกตีพิมพ์ออกมาใน พ.ศ 2451 แต่ในนั้นไม่ได้มีการพูดถึงส้มตำไว้เลย วรรณกรรมที่พูดถึงส้มตำก็คือ ตำรับสายเยาวภา ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเยาวภาพงศ์สนิท ที่มีกล่าวถึงข้าวมันส้มตำที่เสิร์ฟเป็นชุดๆ รสชาววังนุ่มนวลไม่จัดจ้าน แต่เป็นอาหารที่ทานกันในโอกาสพิเศษซะมากกว่า

ดังนั้นส้มตำจึงไม่ได้เป็นอาหารเก่าแก่โบราณอย่างที่หลายๆคนเข้าใจ อาหารจานแซ่บนี้น่าจะมีอายุราวๆ 60 ต้นๆ หลังจากสิ้นสุดสงครามครั้งที่ 2 ก็มีการสร้างสนามมวยราชดำเนินขึ้นมาเมื่อ พ.ศ. 2488 ซึ่งตอนนั้นชาวอีสานก็ได้มีการอพยพมาอยู่กรุงเทพกันมากขึ้น โดยมีการปลูกสร้างบ้านเรื่อนหรืออาศัยกันอยู่แถวนั้นจนกลายเป็นแหล่งชุมชนของคนอีสาน คนกรุงเทพสมัยนั้นไม่ได้หาอาหารรสแซ่บของชาวอีสานกันได้ง่ายๆ เหมือนในปัจจุบัน ถ้าอยากทานต้องเดินทางมาที่แถวๆ สนามมวยราชดำเนินเท่านั้น

คนที่จะพอยืนยันประวัติส้มตำได้ว่า ในราว พ.ศ. 2493 เริ่มมีการขายส้มตำกันแล้วคือคุณด้วงทอง เจ้าของร้านส้มตำไก่ย่างผ่องแสง ซึ่งตอนนั้นทำงานเป็นลูกมือตำส้มตำในร้านเฟื่องฟู ได้รับค่าจ้างเดือนละ 50 บาท พอขายดิบขายดีนายจ้างก็เพิ่มเงินเดือนให้เรื่อยๆเป็นหลายร้อยบาท จนคุณด้วงทองเก็บหอมรอมริบจนตั้งตัวได้ เมื่อปี พ.ศ. 2501 จึงได้ซื้ออาคารพานิชย์แล้วกลายมาเป็นร้านส้มตำไก่ย่างผ่องแสงจนกระทั่งทุกวันนี้ 


ที่มา : นิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2555