การสงอาหาร คำศพทภาษาองกฤษ ในรานอาหาร
 
การสั่งอาหาร : คำศัพท์ภาษาอังกฤษในร้านอาหาร
 
เวลาไปเที่ยวต่างประเทศเราต้องทานอาหารกันที่ร้านอาหาร การสั่งอาหาร และ คำศัพท์ภาษาอังกฤษ ในร้านอาหาร มีอะไรบ้าง ก่อนอื่นเรามาดูกันก่อนว่าร้านอาหารนั้นมีอยู่กี่ประเภท และแต่ประเภทแตกต่างกันอย่างไร
 
Fast food เป็นร้านอาหารที่เน้นการบริการที่รวดเร็วแก่ลูกค้า อาหารส่วนมากจะทำสุกมาแล้วครึ่งหนึ่ง ร้านอาหารประเภทนี้พวกเราคงคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว ยกตัวอย่างเช่น McDonald’s, เคเอฟซี แม้กระทั่งร้านขายข้าวแกง หรือข้าวเหนียวหมูปิ้งในบ้านเรา
 
Fast Casual เป็นร้านอาหารที่กำลังมาแรงและได้รับความนิยมกันอยู่ในต่างประเทศ โดยเน้นเรื่องของคุณภาพ เมนูอาหารต่างๆมักจะเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ ใช้วัตถุดิบที่เป็นพวกออร์กานิค แม้จะเน้นการให้บริการที่รวดเร็วแต่อาหารก็ไม่ได้ปรุงสุกมาก่อน อาหารจะถูกทำขึ้นมาเป็นจานๆ ห้องครัวอาจจะเป็นแบบเปิดให้ลูกค้าสามารถมองเห็นขั้นตอนการทำอาหารของตัวเอง ซอสต่างๆก็มักจะเป็นสูตรเฉพาะตัว ที่เปรียบเสมือน signature ของทางร้าน มีการใช้ศิลปในการทำอาหารไม่เน้นความเร็วเพียงอย่างเดียว การบริการลูกค้าอาจจะไม่เต็มรูปแบบเหมือนกับร้านอาหารประเภท Casual 
 
Family style dining หรือ Casual style dining เป็นร้านอาหารที่เน้นบรรยากาศ ให้การบริการแบบสบายๆกับลูกค้า มีการบริการนำอาหารมาเสิร์ฟให้ถึงโต๊ะ อาหารมีหลากหลายเมนู ลูกค้าสามารถแต่งตัวสบายๆมาทานอาหารได้ และไม่จำเป็นต้องจองล่วงหน้า ราคาอาหารจะปานกลางถึงแพง และร้านประเภท casual จะแตกแขนงไปอีกหลายรูปแล้ว แล้วจะมาเล่าให้ฟังอีกทีนะคะ
 
Fine dining เป็นภัตราคาที่มีการตกแต่งอย่างหรูหรา เน้นอาหารที่มีคุณภาพ มีการปรุงแต่งอย่างดี เน้นการบริการแบบเต็มรูปแบบ พนักงานเสริฟอาจจะใส่ทักซิโด้ เสริฟอาหารแบบ Full Course อย่างร้านมิชลินสตาร์ รายการอาหารจะยาวเหยียด เรียกได้ว่าอิ่มจนท้องไม่มีที่จะใส่อาหารกว่าเชฟจะปล่อยตัวให้กลับบ้านได้ ลูกค้าก็ต้องแต่งตัวดี บางร้านอาจต้องจองล่วงหน้าเป็นเดือนๆ แน่นอนราคาก็แพงมากด้วย
 
 
วันนี้เราจะมาพูดถึง การสั่งอาหาร และศัพท์ภาษาอังกฤษ ในร้านอาหาร ประเภท casual restaurant กัน เพราะเวลาไปเที่ยวต่างประเทศเราก็คงอยากจะลิ้มรสอาหารใหม่กัน เวลาเดินเข้าไปในร้านพนักงานเสิร์ฟส่วนมากจะพูดเร็วกันมาก บางทีก็พูดสั้นๆย่อๆ ดังนั้นจึงมาเรียนคำศัพท์ต่างๆที่เกี่ยวกับอาหารกันก่อน
 
พอเดินเข้าไปในร้านปุ๊บอันดับแรกที่พนักงานเสิร์ฟจะถามคุณคือ table for?  หรือ party of ? ซึ่งก็หมายถึงคุณต้องการโต๊ะสำหรับกี่คน เรามากันกีคนก็ตอบเขาไปเช่น Party of four. หรือ Table for two peoples. เป็นต้น
Menu คือสิ่งที่จะตามมาหลังจากเราได้โต๊ะนั่งกันแล้ว เมนูก็คือรายการอาหารทั้งหมดของทางร้าน อย่างที่เรารู้จักันดี บางที่อจจะมีเมนูเครื่องดื่มแยกต่างหาก พนักงานจะให้เราดูเมนูซักพัก แล้วจะถามว่าเราต้องการเครื่องดื่มอะไร 
Would you like someting to drink? หลังจากที่เราดูเมนูซักพัก แล้วพนักงานจะถามว่าเราต้องการเครื่องดื่มอะไร หรือ Can I take your drink order ? ผมขอรับออเดอร์เครื่องดื่มของคุณก่อนได้ไหมครับ 
I  would like some …, please. เราต้องการดื่มอะไรก็บอกเขาไป อย่างหนึ่งที่ควรทำคือ ควรพูดจาสุภาพกลับพนักงานถึงแม้ว่าจะเป็นแค่ร้านอาหาร Fast food ก็ตามเถอะ รับรองว่าคุณจะได้รับการบริการที่แตกต่างอย่างแน่นอน
 
Appetizer คืออาหารเรียกน้ำย่อย หรือบางทีก็เรียกว่า Starter ซึ่งอาจจะเป็นสลัด ซุป อาหารทะเลอย่างกุ้งค็อกเทล ซึ่งเป็นอาหารจานเล็กๆสำหรับทานก่อนอาหารหลัก หรืออย่างบ้านเราอาจจะเป็น อาหารทอดๆอย่างปอเปี๊ยะทอด เป็นต้น ซึ่งบางครั้งพนักงานอาจเรียกสั้นๆว่า « app » ยกตัวอย่างเช่น Would you like an app ? หรือบางคนอาจจะพูดประโยคเต็มว่า What would you like for appetizers ?
 
Main course หรือบางทีพนักงานก็เรียกสั้นๆว่า main หมายถึงอาหารจานหลัก ที่ส่วนมากมักจะเป็นเนื้อสัตว์ที่เสร์ฟมาพร้อมอาหารอย่างอื่นให้ทานคู่กันเช่น สเต๊กเนื้อกับมันฝรั่ง หรือ เนื้อไก่ที่เสิร์ฟมาพร้อมกับข้าว หรือผักต่างๆเป็นต้น 
 
Substitute คือการเปลี่ยน เช่น ถ้าเราไม่อยากทานมันฝรั่งแบบที่ให้มาในเมนู แล้วเราอยากทานเฟรนช์ฟรายส์แทน เราอาจจะถามพนักงานงานว่า Can I substitute, I want french fries ? 
 
A side คือการขออาหารเพิ่ม ซึ่งแตกต่างจาก substitute เช่นในเมนูอาหารมีสเต๊ก มันฝรั่ง แล้วเราอยากได้เห็ดแชมปิย็องเพิ่มเข้าไปอีก อย่างนี้เขาเรียกว่า a side ตัวอย่างประโยค I would like roast beef for my main course but I don’ want potatoes. Can I have some rice ? I would like to substitute it for rice. And on the side I would like to have champignons. « สำหรับอาหารจานหลักฉันต้องการเนื้ออบ แต่ฉันไม่ชอบมันฝรั่งเลย ขอเป็นข้าวได้มั๊ยคะ ฉันต้องการเปลี่ยนมันเป็นข้าว และก็ฉันขอเห็ดแชมปิย็องเพิ่มด้วย » ซึ่งก็แน่นอนว่าราคาอาหารจะบวกค่าเห็ดแชมปิย็องเข้าไปอีกต่างหากด้วย 
 
How do you like your meat cooked
 
ถ้าเราสั่งสเต็กพนักงานก็จะถามต่อ How do you like  your steak? คุณชอบสเต็กแบบไหน หรือไม่ก็ How  do  you like your meat cooked? คุณชอบเนื้อปรุงสุกแบบไหน
 
rare ข้างนอกดูเหมือนสุกแต่ข้างในดิบ เวลาใช้มีดแล่จะมีเลือดแดงๆไหลออกมาอยู่เลย
Medium rare สุกขึ้นมาอีกหน่อย ข้างนอกดูเหมือนสุกแต่ข้างในมีเลือดซิบๆ
Medium ข้างนอกสุกข้างในเป็นสีชมพู เนื้อนุ่มอร่อย 
Medium well สุกทั้งข้างนอกข้างใน เวลาแล่จะไม่มีเลือดเลย
Well done สุกจนแห้ง ตรงกลางป็นสีขาว แต่เนื้อจะค่อนข้างเหนียวกระด้าง
 
Dessert ก็คือของหวาน ที่บางร้านก็เสิร์ฟมาพร้อมกับกาแฟ บางร้านก็ต้องสั่งต่างหากนะคะ 
 
มีศัพท์คำหนึ่งที่สำคัญและช่วยให้คุณประหยัดสตางต์ในกระเป๋าได้ คือคำว่า “Specials”  ที่หมายถึงอาหารจานพิเศษสำหรับวันนั้น ที่คิดราคาเป็นพิเศษ ตัวอย่างเช่น “Catch of the day” มักจะหมายถึงอาหารประเภทปลา อาจจะมีปลาที่ได้มาสดๆ เยอะมากในวันนั้นเลยเอามาทำเป็นเมนูพิเศษ โดย specials ก็จะเปลี่ยนไปเรื่อยในแต่ละวัน
 
Prix fixe คำว่า prix มาจากภาษาฝรั่งเศสแปลว่าราคา prix fixe จึงหมายถึงราคาที่กำหนดตายตัว เช่น ถ้าสั่ง appetizer +  main course + dessert ก็จะมีราคา fixe ซึ่งถูกลง และมักจะรวมชาหรือกาแฟเข้าไปด้วย Prix fixe ถ้าเปรียบแล้วก็เหมือน combo set ใน McDonald’s นั่นแหละ
 
อิ่มท้องแล้วก็ต้องมาจ่ายตังค์กัน พอจะจ่ายตังค์บ้านเราก็จะเรียกกันว่าเช็คบิล ส่วนในภาษาอังกฤษจะเรียกว่า “Chek” หรือ “Bill” ซึ่งส่วนมากในบิลก็จะมีค่าอาหาร + ภาษี “Tax” ซึ่งที่อเมริกาจะอยู่ที่ประมาณ 16% ของราคาอาหาร ถ้ายังไม่รวมมาก็ต้องจ่ายเพิ่มนะคะ 
Tip หมายถึงทิปที่เราจ่ายให้กับพนักงานที่บริการเราเป็นอย่างดี ที่บ้านเราอาจจะให้ 20-30 บาทแล้วแต่ความพอใจ แต่มีอย่างหนึ่งที่ควรรู้ไว้สำหรับคนที่ไปเที่ยวประเทศอังกฤษ สหรัฐอเมริกา หรืออเมริกาเหนืออย่างแคนนาดา การให้ทริปต้องให้ประมาณ 10-20% คืออย่างน้อยต้องทิปพนักงาน 10% ของค่าอาหารทั้งหมด ถ้าให้น้อยกว่านั้นพนักงานอาจวิ่งตามออกมาถามได้ว่าเขาบริการคุณไม่ดีหรืออย่างไร แล้วก็อีกอย่างหนึ่งถ้าคุณรู้สึกว่าพนักงานบริการไม่ดีก็ควรไปบอกผู้จัดการ การพูดตรงๆกับพนักงาน อาจทำให้เขาเสียใจได้นะคะ