สวัสดีค่ะ วันนี้มะนาวดอทคอมจะพาทุกท่านไปเยือนประเทศเพื่อนบ้าน เที่ยวเมืองย่างกุ้ง ประเทศเมียนมาร์ กับสถานที่ที่นักท่องเที่ยวห้ามพลาด ออกเดินทางเมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา อากาศกำลังเย็นสบาย ทริปนี้เป็นทริปของคนขี้เกียจไม่รีบร้อน มีเวลาเดินเล่นแบบชิวๆ ใช้เวลาอยู่ในย่างกุ้ง 4 วัน 3 คืน ทริปนี้เข้าพักที่ The Rose Garden Hotel ห้องที่พักจะมองเห็นเจดีย์ชเวดากองเหลืองอร่าม มาแต่ไกล

วันแรกไปถึงโรงแรมก็มืดแล้ว จากสนามบินไปโรงแรมนั่งแท็กซี่ราคา 8000 จ๊าท รถติดพอสมควร พอเช็คอินอะไรเรียบร้อยก็เริ่มออกสำรวจกันเลย เดินมุ่งหน้าไปดาวน์ทาวเพราะตั้งใจว่าจะไปหาอะไรกินที่ไชน่าทาวน์ แต่ไปไม่ถึงเพราะหิวมาก อาหารมื้อแรกเลยได้กิน เป็ดย่าง กระเพราะ ไข่ดาว ที่ Café Kiss ร้านอาหารที่เพิงเปิดใหม่เอี่ยม อยู่เลยเจดีย์สุเลมาหน่อยหนึ่ง

เที่ยวย่างกุ้ง วันที่ 2 นั่งรถไฟ Circular Train / พิพิธภัณฑ์เเห่งชาติของพม่า National Museum / People’s Park / เจดีย์ชเวดากอง

Circular Train เป็นรถไฟที่วิ่งวนรอบเมืองย่างกุ้งโดยใช้เวลาทั้งหมด 3 ชั่วโมง สำหรับใครที่อยากเห็นวิถีชีวิตของคนพม่าและมีเวลามากพอต้องลองไปนั่งดู โดยไปซื้อตั๋วได้ที่ทางเดินลงชานชาลาในสถานีรถไฟ ราคาถูกมากแค่คนละ 2000 จ๊าท อยากลงรถไฟที่สถานีไหนก็ได้ บนรถไฟก็จะมีคนเอาของกินมาเดินเร่ขาย คล้ายๆกับรถไฟในต่างจังหวัดบ้านเรา แอดมินนั่งไปได้แค่สถานีที่สองก็อยากจะลงแล้ว เพราะดูข้างๆทางแล้วมันก็คล้ายกันไปหมด แถมด้านที่นั่งโดนแดดส่องจนร้อน เลยตัดสินใจลงที่สถานีที่ 3 Pyay Road แล้วเดินไปที่พิพิธภัณฑสถานเเห่งชาติของพม่า ระหว่างผ่านสถานฑูตหลายประเทศ ถนนเส้นนี้ถือว่าสะอาดและศิวิไลส์ที่สุดแล้วในเมียนมาร์ อารมณ์ประมาณว่าเดินอยู่บนถนนสาทรบ้านเรา ก่อนเข้าชมเลยแวะไปทานมื้อกลางวันที่ Yangon Cafe ร้านอาหารในพิพิธภัณฑ์เพราะดูแล้วสะอาดดี วันแรกๆยังไม่ค่อยกล้ากินอะไรแปลกๆ

พิพิธภัณฑ์เเห่งชาติของพม่า (National Museum)

เป็นแหล่งรวบรวมเรื่องราวความเป็นมาของเมียนมาร์ รวมถึงโบราณวัตถุอันล้ำค่า โดยจัดการแสดงไว้ทั้งหมด 5 ชั้นด้วยกัน ชั้นล่างสุดเป็นเข้าของเครื่องใช้ของพระมหากษัตริย์ เครื่องราชกกุฎภัณฑ์ที่ทำจากทองคำ ห้องจัดแสดงราชบัลลังก์ทั้ง 8 บัลลังก์ ที่มีอายุเก่าแก่มากกว่า 150 ปี ไฮไลท์อยู่ที่ราชบัลลังก์สิงห์ ที่เคยถูกอังกฤษขนไปไว้ที่พิพิธภัณฑ์กัลกัตตา ประเทศอินเดีย ในครั้งที่พม่าตกเป็นเมืองขึ้นประเทศอังกฤษ จึงทำให้รอดพ้นจากการถูกไฟไหม้ ส่วนอีก 8 บัลลังก์นั้นถูกไฟไหม้ไปพร้อมกับราชวังมัณฑะเลย์ เมื่อประเทศพม่าได้รับอิสรภาพก็ถูกนำมาคืนในปี ค.ศ. 1948 มีของมีค่าหลายอย่างถูกทำลายลงไปในสงครามโลกครั้งที่ 2 นอกจากนี้ยังมีแบบจำลองของพระราชวังมัณฑะเลย์ แบบจำลองของเจดีย์ประจำเมืองต่างๆ รวมถึงศิลปวัฒนธรรมด้านต่างๆของเมียนมาร์ ค่าธรรมเนียมการเข้าชม 5000 จ๊าท น่าเสียดายที่ห้ามนำกล้องถ่ายรูปเข้าไป อนุญาติให้ถ่ายภาพด้วยมือถือ แต่ห้ามถ่ายวีดีโอนะคะ

People’s Park หรือ Myanmar Culture Valley ออกจากพิพิธภัณฑสถานเเห่งชาติของพม่า ก็พยายามเดินหาสถานฑูตไทยเพื่อแชะภาพ จากนั้นก็เดินไปเจดีย์ชเวดากอง ระหว่างทางเจอสวนสาธารณะเลยแวะเข้าไปเดินเล่นและหาอะไรเย็นๆดื่ม People’s Park เป็นสวนสาธารณะที่สะอาดร่มรื่น ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของเจดีย์ชเวดากอง เป็นที่สำหรับเดินเล่น หรือออกกำลังกายของคนเมียนมาร์ มีสวนสนุกไว้ให้เด็กเล่น

พระมหาธาตุเจดีย์ชเวดากอง (Shwedagon Pagoda) เวลาเดินทางไปย่างกุ้งสิ่งที่ทุกคนพลาดไม่ได้คือ การไปสักการะพระมหาธาตุเจดีย์ชเวดากอง ศูนย์รวมจิตใจของชาวเมียนมาร์ มีความสูง 236 ฟุต หรือ 99.36 เมตร ภายในบรรจุเกศาธาตุพระพุทธเจ้า 8 เส้น ตรงส่วนยอดเหนือฉัตรประดับด้วย เพชร 5448 เม็ด เม็ดที่ใหญ่ที่สุดหนักถึง 72 กะรัต มีทับทิม บุษราคัม และนิลอีก 2317 เม็ด และมีมรกตขนาดใหญ่อยู่ที่ตรงกลาง เพื่อรับลำแสงแรกและลำแสงสุดท้ายแห่งดวงอาทิตย์ ปิดหุ้มไว้ด้วยแผ่นทองคำแท้ น้ำหนักหลายพันตัน ที่เห็นแวววาวสวยงามขนาดนี้เป็นเพราะว่า ทุกๆ 5 ปีจะมีการบูรณะองค์พระธาตุ โดยการเลาะเอาแผ่นทองมาทำความสะอาด แล้วปิดเข้าไปใหม่ โดยเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีจิตศัทธา ทำบุญบริจาคแผ่นทองปิดเข้าไปสมทบเข้าไปอีก ซึ่งจะมีตั้งแต่ขนาด 1 บาท ไปจนถึง 3 บาท จนคำนวณไม่ถูกว่ามีทองทั้งหมดกี่ตันกันแน่ การบุูรณะครั้งล่าสุดเมื่อกลางเดือนพฤษภาคม ปี 2015 ยอดบริจาคพุ่งสูงขึ้นถึง 300 ล้านบาท 

บริเวณฐานเจดีย์จะรายรอบไปด้วยสถูปและสิ่งปลูกสร้างกว่าร้อยหลัง ทั้งสถูปบริวารถึง 68 องค์ อีกทั้งยังมีวิหารทิศ วิหารราย ซึ่งมีพระพุทธรูป พระอินทร์ เทวดา และเหล่านัตต์ ประดิษฐานอยู่อย่างมากมาย บนลานรอบๆพระธาติจะมีผู้คนมานั่งสวดมนต์บนลานอธิษฐานขอพร มีเรื่องเล่าว่าในอดีตก่อนที่บุเรงนองจะออกรบจะมาอธิษฐานขอพร จึงทำให้บุเรงนองนั้นมีชัยชนะในการรบทุกครั้ง ชมเจดีย์ชเวดากองจนอิ่มใจก็เดินกลับโรงแรม ค่ำนี้แวะไปชมวิวที่ตึกซากุระ แล้วลงมาทานอาหารเย็นที่ร้าน Mr. Chef อยู่ตรงข้ามกับโรงแรมแชงกีร่า ร้านสะอาดอาหารอร่อยพอทานได้

เที่ยวย่างกุ้ง วันที่ 3 ทะเลสาบกันดอว์จี / วัดพระนอนเจาทัตยี / หลวงพ่องาทัตยี / เจดีย์โบตะตาว / พระเจดีย์สุเล

ทะเลสาบกันดอว์จี Kandawgyi เช้าวันนี้กว่าจะออกจากโรงแรมได้ก็สิบโมงกว่า โปรแกรมแรกวันนี้คือเที่ยวทะเลสาบกันดอว์จี อยู่ทางทิศตะวันออกของเจดีย์ชเวดากอง ทะเลสาบแห่งนี้สร้างขึ้นมาเมื่อครั้งที่พม่าถูกปกครองด้วยอังกฤษ เพื่อให้เป็นแหล่งน้ำสำหรับอุปโภคบริโภคของชาวย่างกุ้ง ปัจจุบันเป็นสวนสาธารณะที่ร่มรื่นให้ผู้คนได้มาพักผ่อนหย่อนใจ ในทะเลสาบมีแบบจำลองเรือพระราชพิธีของกษัตริย์พม่าที่เรียกว่า Karaweik ตอนแรกเข้ามาในสวนทางด้านข้างที่อยู่ไม่ไกลจากโรงแรมไม่เสียค่าเข้าชม แต่พอเดินออกแล้วจะเข้าประตูสวนทางด้านตะวันออก กะว่าจะไปชมเรือพระราชพิธีมีเจ้าหน้าที่เรียกเก็บตังค์ เลยบอกว่าจะเข้าไปทานอาหารที่ Karaweik Palace เจ้าหน้าที่เลยถามชื่อแล้วปล่อยให้เข้าไปโดยไม่เสียตังค์

ไหนๆเข้ามาแล้วเลยเข้าไปทานมื้อกลางวันซะเลย ข้างในเป็นร้านอาหาร มีหนุ่มสาวพม่าแต่งตัวแบบคนในวังมาต้อนรับอย่างดี มาถูกที่จริงๆข้างในบรรยาศดีมาก ข้างมีแต่ลูกค้าฝรั่งที่มากกับไกด์ ระหว่างที่ทานอาหารก็จะการแสดงประจำชาติของพม่าให้ดูด้วย หรูขนาดนี้ราคาอาหารก็พอๆกับร้านอาหารข้างนอก วันนี้เลยขอลองอาหารเมียนมาร์แท้ๆซะหน่อย ที่สั่งมาจะคล้ายกับต้มยำวุ้นเส้นใส่ไก่ แต่เครื่องเคียงมีหลายอย่างมาก ส่วนของเพื่อนคือ Mohinga เป็นขนมจีนน้ำยาปลา อร่อยทุกอย่าง ที่ประทับใจคือเมี่ยง น่าจะเป็นเมี่ยงปลา กะปิ รสชาติเค็มๆ เปรี้ยว เผ็ดกำลังดี นั่งเพลินจนไม่อยากจะลุก แต่บ่ายนี้ต้องไปไหว้พระพุทธรูปตาหวานที่วัดเจาทัตยี ออกมาเรียกแท็กซี่ต่อรองราคาได้ 3000 จ๊าท พอขึ้นรถมาซักพักเลยบอกแท็กซีให้รอ แล้วพาไป แล้วไปส่งที่ โบสถ์เซนต์แมรี่ ราคาเหมารวมทั้งหมดอยู่ที่ 6000 จ๊าท

วัดพระนอนเจ๊าทัตจี (Chauk Htat Gyi) หรือที่คนไทยเรียกว่าพระนอนตาหวาน เป็นพระพุทธรูปปางไสยาสน์ ศิลปะแบบพม่า ที่ใหญ่เป็นอันดับสองและสวยงามที่สุดในประเทศพม่า มีความยาวมากกว่า 70 เมตร สูง 40 เมตร ที่ใต้พระบาททั้งสองข้าง จะมีรูปสัญลักษณ์ธรรมจักษ์ 108 ประการ 

วัดงาทัตยี (Nga Htat Gyi) ที่มีพระพุทธรูปปางมารวิชัย แกะสลักขึ้นมาจากหินอ่อน สวมเครื่องประดับลวดลายละเอียดงดงาม ทำจากโลหะสีทอง ฉากด้านหลังของพระพุทธรูปเป็นไม้สักแกะสลักลวดลายสวยงาม ตั้งอยู่ภายในตัวอาคารแบบโครงเหล็ก ภายในวัดงาทัตยี ที่มาของชื่อคือ มีความสูงเท่ากับตึกห้าชั้น ดังนั้นรูปหล่อของหลวงพ่องาทัตยีจึงมีความยิ่งใหญ่เท่ากับตึก 5 ชั้น 

โบสถ์เซนต์แมรี่ (Saint Mary's Cathedral) โบสถ์นิกายโรมันคาทรอลิกที่ใหญ่ที่สุดในพม่า ก่อตั้งขึ้นปี 1908 เพื่อเป็นที่พึ่งทางใจของชาวตะวันในยุคนั้น

เจดีย์โบตะตาว Botataung Pagoda สร้างขึ้นเมื่อประมาณ 2000 ปีที่แล้ว เจดีย์องค์เดิมได้รับความเสียหายจากสงครามโลกครั้งที่ 2 และได้ทำการบูรณะอีกครั้ง เป็นสถานที่ๆทัวร์ไทยนิยมเดินทางมากันมาก ชื่อเจดีย์โบตะตาวหมายถึงเจดีย์ทหารหนึ่งนาย ภายในเจดีย์แห่งนี้ยังมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สำคัญอีกหลายอย่าง เป็นที่ประดิษฐานพระเกศธาตุของพระพุทธเจ้าไว้ 1 เส้น บรรจุไว้ในมณฑปครอบแก้วใสตรงใจกลางเจดีย์ ซึ่งเราสามารถมองเห็นพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้าได้เลย นอกจากนี้แล้วก็ยังมีพระเขี้ยวแก้วที่เก็บไว้ในตู้กระจก มีคนต่อแถวรอเข้าไปสักการะพระเกศธาตุกันเยอะมาก ทำให้มีเวลาได้ชะโงกดูพระเกศาธาตูคนละ 2 วินาทีเท่านั้น แล้วก็เอาเงินมาพับเล็กๆ แล้วก็โยนไปให้ไกลที่สุด ซึ่งเชื่อกันว่าจะมีเงินใช้ตลอดทั้งปี

นอกจากนี้ยังมีพระพุทธรูปทองคำศักดิ์สิทธิ์องค์หนึ่ง เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยที่ บางคนเรียกว่าพระรักชาติ เนื่องจากอังกฤษเคยนำพระองค์นี้กลับไปที่ประเทศอังกฤษด้วย แต่ปรากฎว่าจู่ๆองค์พระพุทธรูปก็หมองคล้ำ ขัดเท่าไหร่ก็ไม่เงางาม อีกทั้งพระราชนีของอังกฤษทรงฝันร้าย ในที่สุดจึงนิมนต์พระพุทธรูปองค์นี้กลับมาที่พม่า เพียงแค่เข้าเขตน่านน้ำพม่าเท่านั้น องค์พระพุทธรูปก็ใสเงางามขึ้นมาทันทีโดยที่ยังไม่ได้ทำความสะอาดเลย เมื่อก่อนจะมีเพชรประดับอยู่ที่ตรงกลางหน้าผาก แต่ตอนนี้รัฐบาลได้จัดเก็บเข้าพิพิธภัณฑ์ไปแล้ว คนที่ทำธุรกิจค้าขายกับต่างประเทศจะนิยมมาไหว้พระพุทธรูปองค์นี้กัน

ที่พลาดไม่ได้คนไทยส่วนมากมักจะตรงไปที่เทพทันใจ หรือนัตโบโบจี ซึ่งตั้งอยู่ทางซ้ายมือ เนื่องจากมีคนไทยมาขอพรแล้วประสบความสำเร็จดังที่ขอไว้ จึงทำให้เกิดความเลื่อมใสและพูดต่อๆกันไป นอกจากนี้ยังเทพกระซิบ ที่เวลาขอพรต้องเอามือข้างหนึ่งปิดหูข้างหนึ่งของท่านไว้ แล้วก็เอามือป้องปากกระซิบขอพรที่หูอีกข้างของท่านแบบเบาๆ

หลังจากนั้นก็เดินมาเรื่อยๆจนถึงท่าเรือท่าเฟอร์รี่ ถ้าใครสนใจจะข้ามไปอีกฝั่งก็ใช้เวลาไม่ถึง 10 นาที เวลาเดินไปตามถนนเรียบชายฝั่งแม่น้ำ จะเห็นอาคารและสิ่งปลูกสร้างหลายแห่งสร้างขึ้นมาในสไตล์โคโลเนียล ด้วยฝีมือการออกแบบของชาวตะวันตก ที่เข้ามาอยู่พม่าในช่าวนั้น เดินขึ้นไปก็จะเจอกับอนุเสาวรีย์เอกราช ซึ่งตั้งอยู่ตรงกลางสวนสาธาณะ หน้าวงเวียนพระเจดีย์สุเล ชาวพม่าชอบมานั่งพักผ่อนหย่อนใจที่นี่กันเยอะมาก มีกลุ่มวัยรุ่นเอากีต้าร์มานั่งล้อมวงร้องเพลง ทางด้านหน้าจะเป็นพระเจดีย์สุเล ส่วนอีกฝั่งของถนนคือ ศาลากลาง หรือ City Hall ที่เป็นอาคารที่มีการผสมผสานระหว่างศิลปะตะวันตกกับพม่า เสียดายช่วงนั้นกำลังบูรณะต่อเติมเลยไม่เห็นฝีมือของ Sithu U Tin สถาปนิกชาวพม่า ที่รับการยกย่องให้เป็นวีรบุรุษ เพราะเป็นคนที่ออกแบบสถานีรถไฟของพม่า 

พระเจดีย์สุเล (Sule Pagoda) หรือ สุเลพญา (Sule Paya) เจดีย์ทรงแปดเหลี่ยมที่เก่าแก่กว่าเจดีย์ชเวดากอง ว่ากันว่ามีอายุกว่าพันปี ตั้งอยู่ตรงใจกลางเมืองในย่านดาวน์ทาวน์ของย่างกุ้ง มีถนนทุกสายพุ่งเข้าหาเจดีย์ คล้ายกับอนุสาวรีย์ชัยสมรภูรในบ้านเรา เกิดจากการที่สมัยพม่าอยู่ในการปกครองของอังกฤษ ได้มีการวางผังเมืองโดยยึดเจดีย์สุเลเป็นหลัก มีชาวเมียนมาร์ที่เคารพนับถือมาสักการะบูชาไม่ขาดสาย

ทริปนี้เที่ยวย่างกุ้งกันแบบเต็มอิ่ม จุใจไปเลย มีอีกที่อยากไปแต่ติดที่อยู่ไกลคือ สวนสาธารณะ อยู่ทางเดียวกับสนามบิน ห่างจากตัวเมืองออกไปตั้ง 3 กิโลเมตร เอาไว้คราวหน้าก็แล้วกัน ใกล้ค่ำแล้วก็เดินกลับโรงแรมหาดื่มอะไรเย็นๆดื่มดีกว่า บ่ายวันนี้เดินซะเมื่อย อาหารเย็นมื้อสุดท้ายในย่างกุ้ง ขอเป็นร้านที่อยู่ตรงข้ามโรงแรมเลยแล้วกัน เห็นลูกค้าแน่นทุกคืนน่าจะอร่อย ออมแรงไว้ก่อนเพราะพรุ่งนี้เช้าต้องบินไปอินเลแต่เช้า